EXIM BANK ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปี’65 พุ่ง 1.65 แสนล้านบาท และทะลุเป็น 2 แสนล้านบาทในปี’67 พร้อมดูแลหนี้เสียไม่เกิน 3% ลุยให้สินเชื่อแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีพิจารณาไวภายใน 3 ชม. ด้านปี’64 กำไรกว่า 1.5 พันล้านบาท

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ทิศทางดอกเบี้ยในปี’65 เป็นทิศทางขึ้น แต่ในส่วนของเอ็กซิมแบงก์ จะพยายามปรับขึ้นดอกเบี้ยให้ช้าที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกับลูกหนี้ของธนาคาร

เช่นเดียวกับ ทิศทางของหนี้เสีย (NPL) โดยในปี’65 จะเป็นปีที่เป็นหนี้เสียของจริง เพราะมาตรการพักชำระหนี้ของหลายแบงก์ได้สิ้นสุดไปแล้ว และเริ่มให้ลูกหนี้กลับมาผ่อนชำระหนี้ตามปกติ ดังนั้นจะเห็นแนวโน้มตัวเลข NPL ในระบบเพิ่มขึ้นตามลำดับ

“NPL ปี’64 เอ็กซิมแบงก์จบที่ 2.73% ต่ำกว่าหนี้เสียในระบบที่อยู่ที่ 5% เนื่องจากได้ขายหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์ (AMC) ไปบริหารจัดการ ส่วน NPL ของเอ็กซิมแบงก์ ในปี’65 นี้ หากมีไม่มาตรการรัฐเพิ่ม ก็คาดว่าจะไม่เกิน 3% เพราะส่วนใหญ่พอร์ตของเอ็กซิมแบงก์เป็นสินเชื่อดีกว่า 97%” นายรักษ์กล่าว

นายรักษ์กล่าวอีกว่า เอ็กซิมแบงก์มีนโยบายมุ่งเน้นบทบาทธนาคารเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Bank) โดยตั้งเป้า เพิ่มจำนวนลูกค้าปีละไม่ต่ำกว่า 2,500 ราย หรือ เพิ่มขึ้นจากเดิม 5 เท่าต่อปี และมีพอร์ตสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากปี’65 ที่ 165,000 ล้านบาท เป็น 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2567 ภายใต้ NPL หรือหนี้เสียไม่เกิน 3% ของพอร์ต

โดยแบ่งสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อ 75% หรือ 150,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อที่เกี่ยวกับ BCG ได้แก่ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green) อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) และอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ (Health) ซึ่งปัจจุบันได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้วประมาณ 75,000 ล้านบาท และ อีก 25% หรือ 50,000 ล้านบาท จะเป็นสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ส่งออก

“สัดส่วนสินเชื่อในพอร์ต 75% เป็นสินเชื่อที่เกี่ยวกับ BCG ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นอนาคต เช่น EV เอ็กซิมแบงก์ได้เข้าไปดูแลสินเชื่อในกลุ่ม Automation ซึ่งการเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ EV กระทบทำให้วัสดุอุปกรณ์ในรถยนต์ 1 คัน จากเดิมที่ต้องมี 20,000 ชิ้น ลดเหลือ 700 กว่าชิ้นเท่านั้น แต่ในจำนวนนี้ มี 300-400 ชิ้น ที่เป็นวัสดุใหม่ ตั้งแต่ ลวด สายไฟ แบตเตอรี่ ซึ่งเอ็กซิมได้เข้าไปดูแลสินเชื่อในส่วนนี้ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา” นายรักษ์กล่าว

ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายวงเงินสินเชื่อ หรือการให้สินเชื่อแบบใหม่ โดยการพิจารณาสินเชื่อผ่านระบบเทคโนโลยี โดยใช้ระบบ Credit Scoring เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็ว ลดเวลาในการอนุมัติสินเชื่อเหลือเพียง 3 ชม. จากรูปแบบเดิมที่ต้องยื่นเอกสารและใช้การพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ ประมาณ 3 วัน ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการอนุมัติสินเชื่อผ่านระบบแล้ว สำหรับสินเชื่อวงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยในปี’65 จะขยายวงเงินอนุมัติสินเชื่อเป็น 20 ล้านบาท ก่อนจะขยายเพิ่มเป็น 25 ล้านบาท และ 30 ล้านบาทตามลำดับ

ขณะที่ผลดำเนินงานในปี 2564 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,531 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี มีสินเชื่อคงค้าง 152,773 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 17,545 ล้านบาทหรือ 12.97% ซึ่งเป็นผลงานด้านสินเชื่อที่สูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการมา 28 ปี แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 40,259 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 112,514 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 13.50% จากปีก่อน โดยการให้สินเชื่อทั้งหมดของ EXIM BANK ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 196,726 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 70,797 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35.99% มีวงเงินสะสมสินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวม 102,152 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 66,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,870 ล้านบาทหรือ 17.50% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ EXIM BANK ยังสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกและการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ New Frontiers รวมถึง CLMV โดยปี 2564 มีสินเชื่อคงค้างจำนวน 50,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,312 ล้านบาทหรือ 25.94% เมื่อเทียบกับปีก่อนขณะที่ปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 153,466 ล้านบาท สูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นถึง 18,394 ล้านบาท หรือ 13.62% เมื่อเทียบกับปีก่อน และช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการกว่า 12,800 ราย ด้วยวงเงินรวมประมาณ 73,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2564 เอ็กซิมแบงก์ยังได้รับอนุมัติเงินเพิ่มทุนจากกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 4,198 ล้านบาท นับเป็นการเพิ่มทุนครั้งแรกในรอบ 12 ปี โดยได้รับเงินแบ่งจ่ายงวดที่ 1 จำนวน 2,198 ล้านบาทในเดือนพฤศจิกายน 2564 และงวดที่ 2 อีกจำนวน 2,000 ล้านบาทภายในปี 2565

ขอบคุณที่มา https://www.prachachat.net/